"                "

Emptiness is not a state of mind but the essence of the mind.

ความว่าง ไม่ใช่สภาวะจิตแต่เป็นแก่นของจิต

คําพูด ไม่ใช่สิ่งที่พูดถึง
ความคิดไม่ใช่สิ่งที่คิด
เมื่อเข้าใจความต่างในความเหมือน
และเข้าใจความเหมือนในความต่าง
จะเกิดความไม่ยึดมั่นตัวตนเป็นศูนย์กลาง
และไม่แบ่งแยก
การเห็นความเป็นปัจเจกในทั้งหมด
และเห็นทั้งหมดในความเป็นปัจเจก
จะเกิดความเคารพคุณค่าภายในตนเอง
และจะเกิดความเคารพคุณค่าภายในผู้อื่นเช่นกัน

การเฝ้าดูโดยไม่ตัดสินไม่เลือกไม่เปรียบเทียบ
จะเกิดความเข้าใจเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามที่มันเป็นตามธรรมชาติ
และเห็นความจริงความดีความงามในทุกสิ่ง
เพราะทุกสิ่งคือความจริงความดีความงามอย่างที่มันเป็นตามธรรมชาติ
นี่คือศิลปะของชีวิต
“ศิลปะ” เป็นกระบวนการเรียนรู้จักตนเอง สังคมและธรรมชาติ

หลังจากนิทรรศการ ปัจจุบันขณะ ที่ไร้กาลเวลา (งานคัดสรร) ซึ่งจัดแสดงขึ้นในปี 2560 ณ นำทองแกลเลอรี
ในปี 2563 คามินได้จัดนิทรรศการเดี่ยวภายใต้ชื่อ “ ” ขึ้นอีกครั้ง ณ นำทองอาร์ตสเปซ

คามินได้ค้นคว้า และทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “ ” ผ่านกระบวนการหลากหลายรูปแบบ เช่น การอ่านหนังสือ นั่งสมาธิ การพิจารณาทำความเข้าใจประสบการณ์ของตนเองแต่ละขณะ และพยายามถ่ายทอดความเข้าใจออกมาเป็นผลงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ ทั้งงานวาดเส้น งานจิตรกรรม ประติมากรรม บทความ วีดีโอ และภาพพิมพ์ ซึ่งได้รวบรวมอยู่ในนิทรรศการครั้งนี้

ที่มาของแนวคิด

วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ผมได้มีโอกาสพบกับอาจารย์หวังสือ (WANG SHI) ซึ่งเป็นนักทํากู่ฉิน โดยคําแนะนําของเพื่อนที่มีความประสงค์อยากให้เราทั้งสองได้สนทนากัน สิ่งแรกที่ผมรู้จักเกี่ยวกับเขาก็คือกู่ฉินตัวที่เขาทําได้รับเกียรติ คัดเลือกจากรัฐบาลจีนให้อัดเสียงกู่ฉินที่เขาทําใส่ไปในยานอวกาศเพื่อส่งไปนอกโลก ด้วยความคิดที่ว่าถ้ามีสิ่งมีชีวิตผ่านเข้ามาในชั้นบรรยากาศโลกเมื่อ ๓ พันปีก่อน คลื่นเสียงแรกที่เขาคุ้นเคยที่ได้ยินน่าจะเป็นเสียงของกู่ฉิน เพราะเป็นเครื่องดนตรีที่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงเวลานั้นและโครงสร้างของมันออกแบบ ตามคุณสมบัติของจักรวาล โดยอิงร่างกายมนุษย์ที่เป็นจักรวาลขนาดย่อมมากําหนดรูปทรงและสัดส่วนของเครื่องดนตรี ด้วยความเชื่อที่ว่า วัตถุที่รูปทรงคล้ายกันจะสั่นกําธรซึ่งกันและกัน กู่ฉินจึงถูกสร้างมาเพื่อสร้างเสียงของ จักรวาลเพื่อสั่นสะเทือนร่างกายของมนุษย์ไปพร้อมกัน นี่เป็นความเชื่อของรัฐบาลจีน นี่เป็นข้อมูลแรกที่ผมรู้สึกประทับใจเกี่ยวกับตัวท่าน

บทสนทนาแรกที่อาจารย์ หวังสือได้ชี้แนะคือเรื่องเล่าเกี่ยวกับจักรพรรดิองค์หนึ่งของจีนขึ้นครองราชย์ และอยากได้รับคําแนะนําจากนักปราชญ์ผู้รู้แห่งยุคในสมัยนั้น เขาจึงไปหานักปราชญ์ที่คิดว่าฉลาดที่สุดคนหนึ่ง แต่ท่านนั้นกลับไม่พูดและไม่แนะนำอะไรเลย ท่านเลยไปหานักปราชญ์คนที่สอง ท่านนี้ตอบคำ ถามบางอย่าง แล้วก็ไม่ตอบอีกเลย จากนั้นท่านจึงไปหาคนที่สาม คราวนี้ท่านได้รับคําแนะนํามากมายอย่างละเอียดในเรื่องคุณธรรมการเมืองและการปกครองจนท่านรู้สึกประทับใจ ก่อนที่จะเดินทางกลับ จักรพรรดิจึงถามผู้รู้คนที่สามนี้ว่าเพราะเหตุใดนักปราชญ์สองคนแรกจึงไม่ตอบคําถาม แล้วทําไมท่านถึงตอบ นักปราชญ์คนที่สามจึงอธิบายว่า “คนแรกเข้าถึงเต๋าแล้ว รวมเป็นหนึ่งกับธรรมชาติท่านจึงไม่พูด ส่วนคนที่สอง จวนจะเข้าถึงเต๋าแล้ว จึงพูดเท่าที่จําเป็น ส่วนตัวข้าเองแย่ที่สุดเพราะยังเข้าไม่ถึงเต๋า จึงยังสื่อสารกับมนุษย์อยู่” หลังจากนั้น อาจารย์หวังสือก็เฉลยว่า นักปราชญ์คนที่สามก็คือเล่าจื๊อ ผู้แต่งตําราเต๋าเต็กเก็ง หรือ เต้าเต๋อจิง

เมื่อฟังนิทานเรื่องนี้จบ ผมก็รู้สึกเป็นสุขและหัวเราะชอบใจออกมาเสียงดัง แล้วก็พูดว่า วันนี้พวกเราควรจะจบบทสนทนาเอาไว้เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว อาจารย์หวังสือได้ฟังก็หัวเราะชอบใจ แล้วพูดว่าถูกต้องแล้ว ถูกต้อง เพราะความจริงแล้ว การที่ได้มีโอกาสสนทนากันสิ่งที่สําคัญที่สุดคือประโยคแรก หรือบทแรกของการสนทนา ถ้าผู้ฟังเข้าใจอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร บทสนทนาที่ตาม มาก็จะเป็นเพียงคําอธิบายของประโยคแรกเท่านั้น

ท่านยกตัวอย่างหนังสือเต๋าเต๋อจิงว่าเป็นหนังสือที่สำคัญมากของลัทธิเต๋ามี ๘๑ บท ถ้าเราอ่านบทแรกเข้าใจแล้วที่เหลือก็ไม่ต้องอ่านก็ได้ เพราะอีก ๘๐ บทที่เหลือเป็นการอธิบายบทแรกเท่านั้นเอง และนี้ก็คือบทแรก “ ” ที่ผมพยายามเขียนโดยหวังว่าจะไม่ต้องการเขียนบทที่เหลืออีก ผมรู้สึกประทับใจท่านอาจารย์หวังสือที่พูดถึงปรัชญาของกู่ฉินว่าการฝึกฝนเล่นกู่ฉินเพื่อจะไปถึงจุดที่ไม่ต้องเล่นอีกเลย การเล่นกู้ฉินเพื่อที่จะเป็นการค้นหาตัวตนให้พบเมื่อพบแล้วจะเล่นหรือไม่เล่นก็มีค่าเท่ากัน ท่านอธิบายถึงความเป็นดนตรีที่มีความเป็นพิธีกรรมในตัวมันเองในอดีต แต่ปัจจุบัน ดนตรีกับพิธีกรรมเริ่มแยกออกจากกัน ทุกครั้งที่ท่านอธิบายถึงเนื้อหาของการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ดนตรีกู้ฉิน อาจารย์ชัชชล ไทยเขียว ก็กรุณาเล่นเพลงในช่วงเวลานั้นประกอบคําอธิบาย ทําให้ผมได้เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างท่วงทํานองของดนตรีที่มีความเป็นพิธีกรรมหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว กับบทเพลง ที่มีความแบ่งแยกระหว่างดนตรีและพิธีกรรม ซึ่งผมรู้สึกถึงตัวอักษรหรือตัวโน๊ต หรือจังหวะจะโคนที่มีท่วงทำนองฟังแล้วไพเราะหู รู้สึกฟังง่ายและคุ้นเคยกับความรู้สึกของผม ส่วนบทเพลงที่มีความเป็นดนตรีและพิธีกรรมที่รวมเป็นหนึ่งเพื่อสื่อสารกับเบื้องบนนั้น จะฟังแล้วไม่มีทําานอง เล่นตามอารมณ์ความรู้สึกของผู้เล่น เสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ จังหวะขาด ๆ เกิน ๆ รู้สึกไม่คุ้นเคยกับเครื่องดนตรี ในความรู้สึกส่วนตัวตอนแรกของผม ผู้ซึ่งไม่มีความรู้ในเรื่องดนตรีเลย

เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดทําให้ผมเริ่มเข้าใจและเปรียบเทียบประวัติศาสตร์ดนตรีกู้ฉิน กับโลกศิลปะ ว่าศิลปะร่วมสมัยในความคิดของผมก็เช่นกันมันได้กลายเป็นพิธ๊กรรม ศิลปะและพิธีกรรมได้แยกออกจากกัน ออกห่างจากจุดกำเนิดของการสร้างสรรค์ที่เป็นแกนกลางของมน สิ่งที่กล่าวถึงนี้ซึ่งตรงกับใจของผมในขณะนี้ที่กำลัสนใจจุดกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่เหนือความรู้และประสบการณ์ของจิตสำนึก และอคติว่าสภาวะเช่นนี้มีอยู่จริงหรือ? และถ้ามี จะเข้าถึงมันได้อย่างไร และสภาวะเช่นนี้จะสามารถแสดงออกมาในการทำงานศิลปะได้ไหม ถ้าได้รูปแบบอย่างไร?

ผมจึ่งเริ่มค้นคว้าเรียนรู้และพยายามทำความเข้าใจ “ ” ว่ามันคืออะไร ในรูปแบบต่าง ๆ จากการอ่านหนังสือ การนั่งสมาธิ การพิจารณา ทำความเข้าใจในประสบการณ์ของตนเองในแต่ละขณะ และพยายามถ่ายทอกความเข้าใจออกมาเป็นผลงานศิลปะหลากหลายรูปแบบรวมถึงกระบวนการวิธีการและเทคนิคที่แตกต่างกันเช่น วาดเส้น จิตรกรรม ประติมากรรมบทความ วีดีโอรวมทั้งการนั่งสมาธิ ฯลฯ เพียงเพื่อทำความเข้าใจถึงสภาวะ “ ” ด้วยประสบการณ์ตรง แต่ทั้งหมดนี้ผมพบว่าตัวเองไม่สามารถจะสื่อสารออกมาได้ทั้งทางภาษาพูด ภาษาเขียน หรือแม้แต่ผลงานศิลปะ ผมคิดว่ากระบวนการเรียนรู้มีความสำคัญกว่าความรู้ ถึงแม้บางท่านอาจจะถ่ายทอดออกมาได้ด้วยภาษาหรือศิลปะ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้รับด้วยว่าจะมีความว่างพอที่จะเข้าใจความว่างของความว่างหรือความว่างที่มีอยู่ในทุกสิ่งตามธรรมชาติด้วยเช่นกัน

ยิ่งพูด ยิ่งอธิบาย ยิ่งออกห่างจากความจริง
๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑